|
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำบทวิเคราะห์ เรื่อง “สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 และแนวโน้มปี 2568” พบว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ไตรมาส 4 ปี 2567 มีการขยายตัวในด้านอุปสงค์ แต่ยังคงชะลอตัวในด้านอุปทาน โดยในด้านอุปสงค์จำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 โดยมีมูลค่าลดลงร้อยละ –2.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือประเภทละร้อยละ 0.01 ส่งผลให้มีการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ก่อนสิ้นสุดมาตรการในช่วงสิ้นปี 2567 เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดระดับราคาไม่เกิน 7.00 ล้านบาท มีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.0 สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มระดับราคากลาง ในด้านอุปทานตลาดยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ทั้งจากจำนวนใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนลดลงมาก ขณะที่ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2567 ชะลอตัวลงทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน เมื่อเทียบกับปี 2566 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดในปี 2568 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2567 โดยมีปัจจัยบวกสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสนับสนุนให้ตลาดที่อยู่อาศัยขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้
สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 พบว่า จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 แม้มีมูลค่าลดลงร้อยละ –2.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือประเภทละ 0.01% ส่งผลให้มีการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ก่อนสิ้นสุดมาตรการในช่วงสิ้นปี 2567 เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดระดับราคาไม่เกิน 7.00 ล้านบาท มีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.0 ขณะที่ใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน มีจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ –69.9 และพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยลดลงร้อยละ –6.6 ซึ่งเป็นการลดลงจากที่อยู่อาศัยแนวราบร้อยละ –5.1 และอาคารชุดร้อยละ –12.8 ส่วนโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ จำนวนหน่วยลดลงร้อยละ –45.3 และมูลค่าร้อยละ –42.5 และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ลดลงร้อยละ –17.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
ภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2567 (มกราคม – ธันวาคม) พบว่า ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2566 ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยในด้านอุปสงค์ มีหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยภาพรวม ลดลงร้อยละ –3.8 และมูลค่าลดลงร้อยละ –6.5 อย่างไรก็ตามมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังคงส่งผลดีต่อการซื้อขายอาคารชุด โดยเฉพาะในกลุ่มราคาไม่เกิน 7.00 ล้านบาท ที่มีหน่วยการโอนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่ด้านอุปทานการพัฒนาโครงการใหม่จากข้อมูลการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลงจากปี 2566 ร้อยละ –28.4 โดยทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินมากที่สุดร้อยละ 44.6 และพบว่า พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยลดลงร้อยละ –0.4 โดยเป็นการลดลงของพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างของแนวราบร้อยละ –2.7 ขณะที่อาคารชุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 เมื่อเทียบกับปี 2566 มีเพียงกรุงเทพมหานครที่มีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 และจังหวัดปทุมธานีเพิ่มขึ้นร้อยละ14.9 ในขณะที่จังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างลดลงระหว่างร้อยละ –0.6 ถึงร้อยละ –13.9 สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ มีจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ –34.9 และมีมูลค่าลดลงร้อยละ –16.2 เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่วนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ลดลงร้อยละ –2.8 ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของที่อยู่อาศัยแนวราบ ทั้งบ้านจัดสรร และบ้านที่ประชาชนสร้างเองถึงร้อยละ –22.4 แต่จำนวนอาคารชุดมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.9 เมื่อเทียบกับปี 2566
ทิศทางสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ – ปริมณฑลในปี 2568 คาดการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปี 2567 โดยมีปัจจัยบวกมาจาก (1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล วงเงิน 2.6 แสนล้านบาท (2) การเติบโตของภาคการท่องเที่ยว (3) โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ (4) การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในปีนี้ อาทิ (1) หนี้สินภาคครัวเรือน ที่แม้ว่าจะเริ่มปรับตัวลดลง แต่ธนาคารพาณิชย์คงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และ (2) ความไม่แน่นอนของนโยบายทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษี (Reciprocal Tariff) กับหลายประเทศทั่วโลก ด้วยการเพิ่มการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า 2 ส่วน ได้แก่ การเก็บภาษีขั้นต่ำ (Baseline) 10% สำหรับสินค้านำเข้าทุกประเทศ และการเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Additional) 10–49% สำหรับประเทศที่มีดุลการค้ากับสหรัฐในระดับสูง ดังนั้น จึงคาดว่าปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐช่วยให้ตลาดที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2568 แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปีขึ้นอยู่กับเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยคาดว่า แนวโน้มอุปทานที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8 มีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่างร้อยละ –0.8 ถึงร้อยละ 22.6 และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 มีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง ร้อยละ –11.8 ถึงร้อยละ 14.6 ส่วนแนวโน้มอุปสงค์ การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย จะมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่างร้อยละ –3.7 ถึงร้อยละ 9.5 และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 โดยมีช่วงคาดการณ์ระหว่างร้อยละ –3.9 ถึงร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับปี 2567
1. สถานการณ์ด้านอุปทานที่อยู่อาศัย
1.1 ใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน กรุงเทพฯ – ปริมณฑล
ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑล จำนวน 44 โครงการ และมีจำนวน 4,423 หน่วย โดยลดลงทั้งจำนวนโครงการและจำนวนหน่วยร้อยละ –58.5 และร้อยละ –69.9 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีจำนวน 106 โครงการ และจำนวน 14,671 หน่วย
หากพิจารณาแยกตามประเภท พบว่า ส่วนใหญ่เป็นทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด 2,267 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.2 ของจำนวนการออกใบอนุญาตจัดสรรทั้งหมด รองลงมาคือ บ้านเดี่ยว จำนวน 1,520 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.4 และบ้านแฝด จำนวน 326 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.4 ตามลำดับ โดยพบว่าเกือบทุกประเภทมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลง ยกเว้นอาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 116.3
สำหรับภาพรวมปี 2567 (มกราคม – ธันวาคม) มีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยจำนวน 269 โครงการ ลดลงร้อยละ –22.9 และจำนวน 37,743 หน่วย ลดลงร้อยละ –28.4 เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีจำนวน 349 โครงการ จำนวน 52,719 หน่วย
ประเภทที่อยู่อาศัยที่ได้ใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน พบว่า ทาวน์เฮ้าส์มีจำนวนมากที่สุด 16,813 หน่วย มีสัดส่วนร้อยละ 44.6 รองลงมาได้แก่ บ้านเดี่ยว มีจำนวน 13,670 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.2 บ้านแฝด มีจำนวน 6,093 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.1 อาคารพาณิชย์ มีจำนวน 694 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.8 และที่ดินเปล่าจัดสรร มีจำนวน 473 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.3 และเมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่า กรุงเทพมหานคร มีใบอนุญาตจัดสรรมากที่สุด 11,183 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.6 รองลงมาได้แก่ ปทุมธานี มีจำนวน 10,489 หน่วย ร้อยละ 27.8 และสมุทรปราการ มีจำนวน 7,732 หน่วย ร้อยละ 20.5 และพบว่า ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยลดลงทุกจังหวัดเมื่อเทียบกับปี 2566 โดยนนทบุรีเป็นจังหวัดที่มีจำนวนลดลงมากที่สุดร้อยละ –66.9
1.2 พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯ – ปริมณฑล
ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 มีพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ทั้งประเภทบ้านที่ประชาชนสร้างเอง บ้านในโครงการจัดสรร และอาคารชุด มีพื้นที่ก่อสร้าง 3,243,023 ตารางเมตร ลดลงร้อยละ –6.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีพื้นที่ 3,473,541 ตารางเมตร และเมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและอาคารชุดมีพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างลดลง โดยที่อยู่อาศัยแนวราบมีพื้นที่ 2,629,853 ตารางเมตร ลดลงร้อยละ –5.1 ในขณะที่อาคารชุดมีพื้นที่ 613,171 ตารางเมตร ลดลงร้อยละ –12.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
สำหรับภาพรวมปี 2567 (มกราคม – ธันวาคม) มีพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล จำนวน 13,783,888 ตารางเมตร ลดลงร้อยละ –0.4 โดยเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 11,084,744 ตารางเมตร ลดลงร้อยละ –2.7 และเป็นอาคารชุด 2,699,144 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 เมื่อเทียบกับปี 2566
เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่า พื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑลลดลงเกือบทุกจังหวัด โดยสมุทรสาครลดลงมากที่สุดร้อยละ –13.9 รองลงมาได้แก่ สมุทรปราการ ลดลงร้อยละ –13.2 นครปฐมลดลงร้อยละ –4.2 และนนทบุรีลดลงร้อยละ –0.6 แต่ปทุมธานีและกรุงเทพมหานครมีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.9 และร้อยละ 2.4 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
สำหรับแนวโน้มพื้นที่อนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในปี 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ คาดว่า จะมีพื้นที่ประมาณ 12,398,229 ตารางเมตร ลดลงร้อยละ –10.1 โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ประมาณ 11,778,318 ถึง 14,257,963 หน่วย หรือมีอัตราการขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ –14.6 ถึงร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับปี 2567 (รายละเอียดตามแผนภูมิที่ 7)
1.3 โครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล
โครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 มีจำนวนหน่วยในผังรวม 17,153 หน่วย ลดลงร้อยละ –45.3 และมีมูลค่าโครงการรวม 137,882 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –42.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีที่อยู่อาศัยการเปิดตัวใหม่จำนวน 31,356 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 239,666 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาแยกตามประเภทโครงการ พบว่า มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่จำนวน 6,384 หน่วย ลดลงร้อยละ –59.5 และมีมูลค่าโครงการรวม 83,898 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –41.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยโครงการบ้านจัดสรรมีราคาเปิดตัวใหม่เฉลี่ย 13.1 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ย 9.1 ล้านบาท ส่วนโครงการอาคารชุดมีการเปิดตัวใหม่จำนวน 10,769 หน่วย ลดลงร้อยละ –30.9 และมีมูลค่าโครงการรวม 53,984 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –43.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยโครงการอาคารชุดมีราคาเปิดตัวใหม่เฉลี่ย 5.0 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ย 6.1 ล้านบาท
ในภาพรวมปี 2567 (มกราคม – ธันวาคม) มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ 62,771 หน่วย ลดลงร้อยละ –34.9 และในด้านมูลค่าโครงการรวม 500,957 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –16.2 เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีจำนวน 96,457 หน่วย และมีมูลค่า 597,478 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาแยกตามประเภท พบว่า บ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่มีจำนวนรวม 32,961 หน่วย ลดลงร้อยละ –32.5 มูลค่ารวม 337,218 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –16.0 เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่วนโครงการอาคารชุด มีจำนวนรวม 29,810 หน่วย ลดลงร้อยละ –37.4 มูลค่ารวม 163,739 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –16.4 เมื่อเทียบกับปี 2566
แนวโน้มที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในปี 2568 คาดว่า จะมีจำนวน 73,291 หน่วย โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 62,298 ถึง 76,956 หน่วย หรือมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างร้อยละ –0.8 ถึง ร้อยละ 22.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่ามีมูลค่า 519,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 441,738 ถึง 574,260 หน่วย หรือมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างร้อยละ –11.8 ถึง ร้อยละ 14.6 เมื่อเทียบกับปี 2567
1.4 ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล
ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2567 มีจำนวน 23,283 หน่วย ลดลงร้อยละ –17.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีจำนวน 28,075 หน่วย โดยเป็นการลดลงจากที่อยู่อาศัยแนวราบ (นับรวมบ้านจัดสรร และบ้านที่ประชาชนสร้างเอง) ร้อยละ –31.5 แต่อาคารชุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 โดยในจำนวนที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จใหม่ พบว่า อาคารชุด มีจำนวน 12,329 หน่วย มีสัดส่วนมากที่สุดร้อยละ 53.0 รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยวมีจำนวน 7,961 หน่วย มีสัดส่วนร้อยละ 34.2 ทาวน์เฮ้าส์มีจำนวน 1,653 หน่วย มีสัดส่วนร้อยละ 7.1
สำหรับภาพรวมปี 2567 มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่จำนวน 96,587 หน่วยลดลงร้อยละ –2.8 เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งมีจำนวน 99,370 หน่วย เป็นผลมาจากการลดลงของบ้านจัดสรรและบ้านที่ประชาชนสร้างเองร้อยละ –22.4 ขณะที่อาคารชุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.9 และพบว่าที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ลดลงเกือบทุกจังหวัด โดยนนทบุรีเป็นจังหวัดที่ลดลงมากที่สุดร้อยละ –23.1 รองลงมา ได้แก่ สมุทรปราการ และนครปฐม ลดลงร้อยละ –12.2 และร้อยละ –8.9 ตามลำดับ ในขณะที่จังหวัดที่มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จ จดทะเบียนเพิ่มขึ้นมีเพียงปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 และร้อยละ 2.5 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับ 2566
ส่วนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในปี 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะมีจำนวน 98,224 หน่วย โดยคาดว่าจะเป็นประเภทบ้านจัดสรร 47,148 หน่วย หรือมีสัดส่วนร้อยละ 48.0 และเป็นอาคารชุด 51,077 หน่วย สัดส่วนร้อยละ 52.0 โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 88,402 ถึง 108,047 หน่วย หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างร้อยละ –8.5 ถึงร้อยละ 11.9 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 96,587 หน่วย
2. สถานการณ์ด้านอุปสงค์ที่อยู่อาศัย
2.1 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล
ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล จำนวน 48,110 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 แต่มีมูลค่า 164,707 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –2.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มีจำนวน 46,407 หน่วย และมูลค่า 169,336 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดมากที่สุด 24,687 หน่วย มีสัดส่วนร้อยละ 51.3 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และมีมูลค่า 65,373 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.7 ของมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด โดยจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.9 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 ส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบ มีจำนวน 23,423 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 48.7 ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และมีมูลค่า 99,333 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60.3 ของมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด โดยมีจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ –6.0 และมูลค่าลดลงร้อยละ –7.4
ในภาพรวมปี 2567 (มกราคม – ธันวาคม) พบว่า มีหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 171,093 หน่วย ลดลงร้อยละ -3.8 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยการโอนอาคารชุดมีจำนวน 85,770 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้มาจากการโอนอาคารชุดที่มีราคาไม่เกิน 7.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 จากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนการโอนที่อยู่อาศัยแนวราบมีจำนวน 85,323 หน่วย ลดลงร้อยละ -12.9 โดยเป็นการลดทุกระดับราคา ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 592,784 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -6.5 โดยมูลค่าการโอนอาคารชุดมีจำนวน 227,455 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -3.0 ซึ่งเป็นการลดลงจากการโอนอาคารชุดในราคามากกว่า 7.00 ล้านบาทขึ้นไป แต่สำหรับวงเงินไม่เกิน 7.00 ล้านบาท ตามมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ กลับมีมูลค่าการโอนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบ มีมูลค่าการโอนอยู่ที่ 365,329 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -8.5 โดยลดลงเกือบทุกระดับราคา ยกเว้นกลุ่มระดับราคาที่มากกว่า 10.00 ล้านบาทขึ้นไป มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8
เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล มีจำนวนลดลงเกือบทุกจังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ลดลงร้อยละ –14.3, นนทบุรี ลดลงร้อยละ –7.5, กรุงเทพมหานคร ลดลงร้อยละ –4.6 และสมุทรปราการ ลดลงร้อยละ –3.8 มีเพียง 2 จังหวัดที่มีจำนวนโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น ได้แก่ ปทุมธานี เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 และนครปฐม เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเกือบทุกจังหวัด ยกเว้น นครปฐมที่มีมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับปี 2566 (YoY)
การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ (หรือที่อยู่อาศัยที่โอนจากนิติบุคคล) มีจำนวน 81,580 หน่วย ลดลงร้อยละ –7.5และมีมูลค่า 377,351 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –0.1 ในขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง (ที่อยู่อาศัยที่โอนจากบุคคลธรรมดา) มีจำนวน 89,513 หน่วย ลดลงร้อยละ –9.1 และมีมูลค่า 215,433 ล้านบาท ลดลงร้อยละ –1.4 ทำให้สัดส่วนจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ต่อที่อยู่อาศัยมือสอง ในปี 2567 เท่ากับ 48 : 52 ในขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ มีสัดส่วน 64 : 36
สำหรับแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2568 คาดว่า จะมีจำนวนประมาณ 173,453 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 164,780 ถึง 187,329 หน่วย โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างร้อยละ –3.7 ถึงร้อยละ 9.5 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 171,093 หน่วย และคาดว่าจะมีมูลค่า 599,888 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 569,894 ถึง 647,879 ล้านบาท โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างร้อยละ –3.9 ถึงร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีมูลค่า 592,784 ล้านบาท
คำสงวนลิขสิทธิ์
การนำข้อมูลที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ไปใช้งาน หรือเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าแต่เพียงบางส่วนหรือทั้งหมด
กรุณาอ้างอิง “ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์” เป็นแหล่งที่มาของข้อมูลด้วย
ข้อความจำกัดความรับผิดชอบ
ข้อมูลสถิติ ข้อเขียนใด ๆ ที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้รับมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
หรือจากการประมวลผลที่เชื่อถือได้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ตรวจสอบจนมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว
แต่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องหรือความเป็นจริง
และไม่อาจรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ๆ จากการใช้ข้อมูล
ผู้นำข้อมูลไปใช้พึงใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบตามความเหมาะสม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : ฝ่ายประชาสัมพันธ์และบริการข้อมูล ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ชั้น 18 อาคาร 2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ 63 ถนนพระราม 9 ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
|