|
...กลางปี 2540 ได้เกิดกฤตการณ์การเงินในเอเชีย หรือ เรียกทั่วไป ว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ถือเป็นช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน ที่ส่งผลกระทบต่อไทย และ หลายประเทศในทวีปเอเชีย จนก่อให้เกิดความกลัวและกังวลว่า จะเกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจทั่วโลก
...และทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดคิด...ปลายปี 2540 พนักงานหลายบริษัทถูกเลย์ออฟ (ปลดพนักงาน) และ อีกหลายบริษัทถูกปิดกิจการราบพนาสูญ คุณณัชรุตม์ ทบวงศรี (กาย ไพรินทร์) และ คุณศิริพร ประสิทธิ์เสริฐ (เจน ตลาดวิเคราะห์) จึงถูกเลย์ออฟ จากธุรกิจกลุ่มสื่อในเครือผู้จัดการ (โรงพิมพ์ตะวันออก)
เมื่ออยู่ในภาวะตกงานช่วงปลายปี 2540...คุณกาย ไพรินทร์ ได้เขียนโปรเจ็กต์ นสพ.ตลาดขายตรง เพื่อนำไปเสนอยังนายทุนต่างๆ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากทุกกลุ่มทุน โดยอ้างว่า ไม่สามารถทำธุรกิจสื่อให้เติบโตได้
ดังนั้น ต้นปี 2541 จึงตัดสินใจเปิดบริษัทในนาม หจก.มีเดีย ลิงค์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ได้รับรองจดทะเบียน ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2541 และเริ่มออกหนังสือพิมพ์ฉบับแท็บลอยด์เล่มแรก นสพ.ตลาดขายตรง ด้วยทุนส่วนตัวเพียงเล็กน้อย...และออกพิมพ์ฉบับแรกกันอย่างทุลักทุเล...ในวันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2541
เมื่อหนังสือพิมพ์ฉบับแรกออกทันทีที่ได้วางแผงจัดจำหน่าย...วงการขายตรงไทย กลับให้การตอบสนองอย่างล้นหลาม...จน นสพ.ตลาดขายตรง ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่อง จึงต้องปรับเปลี่ยนชื่อให้เป็นแมสมากขึ้น และตั้งชื่อเป็น "นสพ.ตลาดวิเคราะห์" ในเวลาต่อมา จดลิขสิทธิ์แบรนด์ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี คุณพัณวา-ชวริจณ์ ประสิทธิ์เสริฐ เริ่มเข้ามาช่วยในฐานะ "นักข่าว" ประจำกองบรรณาธิการ ตำแหน่งล่าสุด "ผู้อำนวยการตลาดวิเคราะห์" และ สถานีข่าว INTV
และเมื่อกิจการเริ่มเติบโตขึ้น จึงได้ยื่นจดทะเบียนบริษัทใหม่ในนาม บริษัท เมคกิ้งส์ มีเดีย จำกัด ในวันที่ 23 กันยายน 2553...และสืบเนื่องจากธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด และเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคภายใต้ช่องทางใหม่ ทีมผู้บริหารจึงตัดสินใจขยายสู่ธุรกิจทีวีดาวเทียม ในปี 2550 ด้วยการทดลองซื้อเวลาจากช่อง MVTV ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามอีกเช่นเคย
เรทติ้งรายการทีวีพุ่งกระฉูด เริ่มผลิต 1 รายการจนถึง 10 รายการ ภายในเวลา 8 เดือน...เมื่อธุรกิจทีวีเติบโตแบบฉุดไม่อยู่ ปลายปี 2551 จึงเริ่มวางแผนเปิดช่องดาวเทียมเป็นของตัวเอง ช่องแรกภายใต้ชื่อ “INTV ช่องนี้รวย 24 ชั่วโมง” และเริ่มทดลองออกอากาศวันแรก 9 กันยายน 2552
หลังทดลองออกอากาศทีวีดาวเทียมช่องแรกได้ไม่นาน ปรากฏว่า ลูกค้าได้ขอซื้อเวลาเกือบ 90% ยังผลให้ธุรกิจสื่อทีวีดาวเทียมเติบโตอย่างรวดเร็ว จนขยายอาณาจักรครอบคลุมสื่อทีวีดาวเทียม จากช่องแรก INTV และเปิดเพิ่มเป็นช่อง TVD และปล่อยเช่าสัญญาณอีก 1 ช่อง คือ PINK TV เมื่อสัญญาณการเติบโตไม่มีท่าทีที่แผ่วลง ทางทีมผู้บริหาร จึงตัดสินใจผนึกกับพันธมิตร ซื้อเวลาจากช่องดาวเทียมต่างๆ รวม 30 ช่อง เพื่อขยายช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมให้มากกว่าเดิม และไม่ได้หยุดขยายอาณาจักรอยู่เพียงแค่นี้ ดังนั้น จึงตัดสินใจเช่าซื้อเวลาวิทยุชุมชนอีกกว่า 1,200 สถานีร่วมกับพันธมิตรคู่ค้า เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายเจาะลึกลงถึงรากหญ้า
และผลตอบรับก็เป็นไปตามที่คาดหมาย การเติบโตของอาณาจักร INTV และ ตลาดวิเคราะห์ กลับกลายเป็นทวีคูณ จนสามารถสร้างรายได้จากยอดรายรวมเกือบ 200 ล้านบาท/ปี และมีกำไรเป็นทวีคูณ เมื่ออาณาจักรการเติบโตเริ่มขยายไปเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน จนออฟฟิศเดิมที่เคยเช่าพื้นที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าวกว่า 1,000 ตารางเมตร และตึกขนาดกลาง ไม่สามารถรองรับพนักงงานที่มีเกือบ 100 ชีวิตได้ จึงได้ทุ่มทุนสร้างตึกมูลค่ากว่า 120 ล้านบาท บนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ และขยายไปสร้างรีสอร์ทบนพื้นที่กว่า 9 ไร่ ที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำรายการทีวีนอกสถานที่ และ ยังสร้างตึกสนง.ขนาดกลาง สถานที่ตั้งเยื้องห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ เหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงจากเหล่าพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนแทบทั้งสิ้น หากนับรวมทรัพย์สินทั้งหมดมีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท (สินทรัพย์นี้ไม่นับรวมเงินสด) ที่สามารถสร้างการเติบโตได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี
การเติบโตภายใต้ธุรกิจสื่อ ยังคงเดินหน้าเติบโตต่อเนื่องเรื่อยมา จวบจนปี 2557 เกิดวิกฤตการเมือง เสื้อแดง เสื้อเหลือง ประท้วงยืดเยื้อลากยาวเกือบ 3 ปี จน คสช.เข้ามายึดอำนาจ และสั่งปิดทีวีดาวเทียมจอดำ ตั้งแต่เมษายน - มิถุนายน 2557 ลากยาว 3 เดือนเต็ม กลายเป็นที่มาของการขาดทุนแบบไม่ทันตั้งตัว และเพื่อต้องการลดปัญหาการขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องขายไลเซ่นช่อง TVD ในปี 2562 ปิดตำนานทีวีดาวเทียมไปตลอดกาล
ณ ห้วงระยะเวลาของการขาดทุนสะสมในเวลานั้น ประจวบเหมาะถึงยุคเปลี่ยนผ่านพอดี เมื่อโลกโซเชียลมีเดีย เข้ามามีอิทธิพลแทนบทบาทสื่อทีวีสาธารณะ INTV จึงขยับตัวอีกครั้ง และได้ปรับสถานะมาเป็นช่องออนไลน์ YouTube On TV ในที่สุด
แม้จะประสบปัญหาทางด้านธุรกิจสื่ออย่างหนักหน่วง แต่ INTV Channel และ นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ยังคงเดินหน้ารักษาแบรนด์อย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และสื่อด้านออนไลน์ต่างๆ มาจวบจนปัจจุบัน ด้วยการสื่อสารแบรนด์ผ่านหลากหลายแพลตฟอร์ม อาทิ Facebook, Youtube, Tiktok, IG, Website และกำลังจะปรับสู่มิติใหม่ตามแบบฉบับช่องทีวี อนไลน์ และ นสพ.ตลาดวิเคราะห์ออนไลน์ อีกครั้ง อย่าพลาดกับการปรับตัวครั้งสำคัญนี้ แล้วพบกัน..!!
|