| กูรูด้านเศรษฐกิจ “ดร.กอบศักดิ์” ออกโรงชี้แนะ ทิศทางประเทศไทย ภายใต้ภาษี ทรัมป์ อาจเป็นความท้าทายและเป็นโอกาสใหม่ตลาดทุนไทย เพราะ จีน อินเดีย และอาเซียน คือโลกใบใหม่ของนักลงทุน และอาจเป็นผู้กำหนดเศรษฐกิจโลกในอนาคต พี่ไทยต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ หากแก้ตรงจุด อาจดูดเซ็กเตอร์ใหม่มาไทยเพียบ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากนโยบายภาษี ทรัมป์ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ว่า ณ เวลานี้เชื่อมั่นว่า ทรัมป์ จะไม่ถอนตัวจากการเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน ดูได้จากกราฟปลายปีรัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 3 แสนกว่าล้าน. เก็บภาษีอยู่ที่ 10% หากปรับภาษีขึ้นที่ 20-25% ตัวเลขการจัดเก็บภาษีจะพุ่งขึ้นมากกว่านี้ หรือเก็บได้ประมาณ 4.5 แสนล้าน. ก็จะมีความหมายมาก นั่นหมายความว่า จะมีความสำคัญกับการปิดแคปด้านการค้า และ การคลัง
เพราะ ทรัมป์ ไม่ได้สนใจต่อข้อเรียกร้องจากประเทศต่างๆ เพราะเดิมเขาเป็นนักธุรกิจ จึงใช้วิธีกำปั้นทุบดิน หากเขาเก็บภาษีได้กำไรขนาดนี้ ก็ยากที่จะถอย และมันจะไม่จบแค่นี้ อย่างประเทศแคนาดาและแม็กซิโก อาจจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอนาคต
สิ่งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น ทรัมป์ แบ่งแยกออกเป็น 2 ทีม คือ ประเทศทั่วไปที่เขาไม่ได้ใส่ใจ และ จีน เขาใส่ใจเป็นพิเศษ สิ่งที่เขาทำกับจีนที่ต้องเผชิญจะไม่จบแค่ Trade Wars และมันไม่ได้จบที่ Technology Wars ยังลามไปถึง Geopolitical Wars การหาพวกเพิ่มเติม และ Financial Wars สงครามค่าเงิน การใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรอง นั่นย่อมเป็นเรื่องสำคัญ
สุดท้าย Military Wars (สงครามทางทหาร) ผมอยากพูดให้ทุกคนรับรู้ว่า กำลังจะเกิดอะไรต่อไป ลองอ่านจดหมาย ทรัมป์ เขาส่งไปที่ออสเตรเลีย แล้วตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดสงครามไต้หวัน ออสเตรเลียจะมีจุดยืนอย่างไร ทั้งๆ ที่ ไต้หวัน ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ในช่วงนี้ แต่เขาอยากรู้ว่า ออสเตรเลีย จะอยู่ข้างไหน คุณจะลงขันกับผมหรือไม่
ผมคิดว่า สงครามทั้ง 5 ด่านนี้ มีโอกาสจะเกิดขึ้น และเป็นการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา รวมไปถึง ปานามา ศรีลังกา เพราะสถานที่นี้ จีน มีอิทธิพลอยู่มาก ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดผลกระทบ 4 Waves ที่สำคัญตามมา
Waves ที่ 1. Capital Market เราเจอแล้วกับมาตรการภาษี 36% คงต้องรอดูว่า วันที่ 1 สิงหาคม’68 นี้ มีการผลักดันได้มากน้อยแค่ไหน
Waves ที่ 2. เรื่องของ Real Sectors มีผลแน่ถ้าเราเจอภาษี 36% แต่ก่อนที่จะเจอเรื่องเลวร้ายนี้ ทรัมป์ ให้เวลา 90 วัน เหมือนกับให้ทุกคน Stock up สินค้าไว้จนถึงปลายปีให้เป็นที่เรียบร้อย เพราะตอนนี้เจอภาษีแค่ 10% นั่นหมายความว่า เงินเฟ้อของอเมริกาที่ทุกคนรอคอย ก็ยากที่จะเห็น เพราะว่ามีต้นทุนเพิ่มแค่ 10%
Waves ที่ 3. Production Relocation ตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่าตัวโครงสร้างใหญ่ของภาษีจะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า ใครอยากจะมาที่ไทยเราบ้าง ดังนั้น คู่แข่งที่สำคัญของไทย คือ อินเดีย เวียดนาม และ มาเลเซีย นี่เป็นสิ่งที่น่าคิด เพราะว่าทุกคนพยายามมองที่ 25% แต่ถ้าไทยจ่ายภาษีที่ 36% นักลงทุนคงหนีหมด เพราะเวียดนามเสียภาษีแค่ 25% เมื่อเทียบกับไทย 36% ที่สำคัญแรงงานเวียดนามถูกกว่าไทยมาก จึงทำให้โอกาสนักลงทุนไม่มาที่ไทยก็มี
Waves ที่ 4. De-Dollarization การย้ายฐานมีความสำคัญในอนาคต เพราะครึ่งนึงของเศรษฐกิจโลกอยู่ตรงนี้ และใหญ่ที่สุดอยู่ที่นี้ คือ จีน อินเดีย และอาเซียน 3 กลุ่มใน 4 ประเทศ จะอยู่ที่นี่ทั้งหมด นั่นก็หมายความว่า หากใครอยากทำธุรกิจของโลก ต้องมาตรงนี้ให้ได้ เราจึงถามว่า ที่ไหนคือที่ที่ใช่ อันนี้ก็จะมีนัย เพราะว่าเราอยากเป็นคนๆ นั้น เราอยากได้เซ็กเตอร์ใหม่ๆ แม้ทุกอย่างยังไม่ลงตัว แต่ก็สามารถเตรียมความร่วมมือไว้ได้
สุดท้าย คำตอบอยู่ที่ว่า คุณจะอยู่ข้างไหน ตอนนี้ทุกคนในโลกโซเชียลเริ่มเขียนประเด็นนี้ขึ้นมา หากอมริกาต่อรอง 36% พ่วงไปกับเงื่อนไขที่ว่า ต้องการอู่ตะเภา เป็นฐานทัพที่เขาสร้าง ขอคืนใช้เป็นฐานในการดูแลความมั่นคงที่นี่ ไทยเราจะยอมหรือไม่
ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องคิดให้มาก เพราะจุดที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า รวมถึงความผันผวนของตลาดทุนในอนาคตนั้น มันไม่ง่าย ประเด็นต่างๆ เหล่านี้กำลังบีบตัวใกล้เข้ามา ผมว่า เรามีทางเลือกไม่มาก คือ 1. ยอมรับสภาพที่ 36% 2. กลับไปเจรจาให้ได้ประมาณ 25% 3. เดินตามเวียดนามทำเต็มที่ให้ได้ 20% จะทำในรูปแบบเต็มที่ ครึ่งๆ กลางๆ เพื่อทดลองดูว่า เขาชอบแค่ไหน อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องตัดสินโดยเร็ว เพราะถ้าจะให้ดีที่สุด ต้องได้คำตอบก่อนวันที่ 1 สิงหาคม นี้ การได้คำตอบหลังจากนี้ แม้ว่ายังมีการเจรจาได้ แต่หลายคนจะจำว่า เราอยู่ตรงนั้น แล้วมันจะเป็นผลกระทบที่เป็นพวงระยะยาว เราต้องคิด ต้องเลือกว่า จบที่ไหน สำหรับส่วนตัวผมจบที่ 25% ก็พอใจแล้ว เพราะคนที่ได้ 20% มีน้อยมาก
ส่วนสิ่งที่ตลาดทุนอยากได้ คือ การรักษาโมเมนตั้มทางเศรษฐกิจ เพราะทุกสำนักต่างบอกแล้วว่า เศรษฐกิจชะลอตัว ถ้าหากเศรษฐกิจชะลอตัวขอให้รัฐทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้รถหยุดก่อน ถ้าหากหยุดแล้วเวลาเข็นมันยาก เพราะต้องใช้กำลังเยอะ
หากวิกฤตของ ทรัมป์ ไม่จบเสียที ก็จะมีคำถามต่อเรื่อง หุ้นกู้ เป็นเรื่องที่เราต้องมานั่งคิดกันว่า จะเตรียมการอย่างไรกับสภาพคล่อง และการดูแลเยียวยาอย่างไร แต่ถ้าหากเศรษฐกิจมีโมเมนตั้ม คำถามเหล่านี้จะค่อยลดลงเรื่อยๆ ทำให้ต่างชาติมั่นใจ แต่ในท้ายที่สุด ตลาดทุน ยังมองไปที่เรื่องการเมือง อยู่ในกรอบมันก็แย่แล้ว ถ้าเกิดมากกว่านี้ก็จะไม่ไหวกันรึเปล่า เราอยากมีข้อเรียกร้องว่า ขัดแย้งได้แต่ว่าให้เป็นไปตามทำนอง เพราะว่าภาคการท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยดีอย่างที่คิดไว้ มิเช่นนั้น เราอาจสูญเสียทั้งหมด
ดังนั้น ประเด็นของ ทรัมป์ เราก็มีโจทย์สำคัญพอกัน คือ เราต้องเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจให้ได้ ไม่ว่า ทรัมป์ จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเราจะได้รับอัตราภาษีเท่าไหร่ ผมคิดว่าการเปลี่ยนเศรษฐกิจเป็นจุดสำคัญ ถามว่าแล้วทำไม SET ถึงดันไม่ขึ้นสักที ก็เพราะเซ็กเตอร์ของเราไม่เคยเปลี่ยน และเราไม่เคยมีตัวหลักๆ มานานแล้ว จึงทำให้อุตสาหกรรมไทยไม่เติบโต ก็เพราะเป็นโรงงานเก่าตั้งมานาน 30 ปีแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องเศรษฐกิจไหลมาสู่เอเชีย เรื่องของ Geopolitics เรื่องของคลีนพลังงานสะอาด ผมว่าทั้งหมดนี้ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญด้วย
ส่วนเรื่องของ ทรัมป์ ประมาณ 3-4 เดือน คาดว่าจะสามารถจัดการได้ระดับหนึ่ง แต่คิดว่าในระยะยาว เราต้องทันเรื่อง Ai ดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น การบุกไปยังตลาดภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ นำมาสร้างเป็นข่าวดี รวมถึงการสร้างโกลบอลไรเซชั่นต่างๆ ผมว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ตลาดทุนมันสั้นเกินไป แต่เราต้องมองให้ไกลในมาตรการที่ใช้ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ก็คิดว่าจะให้ประเทศผ่านไปได้
การขึ้นภาษีของ ทรัมป์ ทุกอย่างมันไม่แย่เสมอไป ทุกความท้าทายย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เป็นโอกาส ขึ้นอยู่กับว่า เราทำตัวให้อยู่ตรงนั้นได้หรือเปล่า ถ้าเราสามารถเจรจาภาษีได้ระดับหนึ่ง โอกาสอาจเป็นของเราก็ได้ และถ้าเกิดเราเตรียมการเศรษฐกิจไทยให้มีโมเมนตั้มที่ดี ทุกคนก็จะมองเราไม่ใช่เป็นประเทศขาอ่อนในปีถัดไป แต่เป็นประเทศที่น่าสนใจมากขึ้น ผมถึงมองว่า ทุกอย่างโอกาสเป็นของเรา อยู่ที่ว่า เราทำมันได้หรือเปล่า..?
|