|
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ปี 2569 ธุรกิจประกันวินาศภัยยังต้องเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเฉพาะด้านมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภัยไซเบอร์ และประเด็น ESG จากข้อมูลของบริษัท ไทยอินชัวรันส์ รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ TIRD ได้ประเมินว่าธุรกิจประกันวินาศภัย ในปีหน้ายังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมอยู่ในช่วง 301,000–303,900 ล้านบาท เติบโต 2.5–3.5% เมื่อเทียบกับปี2568
ปัจจัยที่ท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการซ่อมและอะไหล่ของรถยนต์ไฟฟ้า ความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อประกันอัคคีภัยและ IARs ตลอดจนต้นทุนการประกันภัยต่อที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของการค้าโลกยังส่งผล
ที่ประชุมสมาคมฯ ได้ทำข้อเสนอถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และรัฐบาล ในการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ ขึ้นเหมือนช่วงหลังเกิดมหาอุทกภัยน้ำท่วมปี 2554 เพื่อรับมือความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ หลังจากช่วงหลายปีมานี้ ต้องยอมรับว่า ไทยเผชิญวิกฤติภัยพิบัติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ ภาวะเรนบอมบ์ ซึ่งส่งผลต่อการรับประกันภัยต่อ ทำให้บริษัทประกันไทยมีต้นทุนจ่ายสูงขึ้น
ดร.สมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบของกองทุนภัยพิบัตินั้น ต้องการให้ภาครัฐจัดตั้งเป็นกองทุนถาวร ใช้ทุนประเดิมจัดตั้ง 50,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลไม่ต้องลงเงินทุนจริง โดยหลังจากนั้นบริษัทประกันจะนำส่งเบี้ยประกันให้เป็นประจำทุกปี ซึ่งแนวทางทำงานกองทุนฯ คือ จะเข้ามาช่วยรับความเสี่ยงให้กับธุรกิจประกันภัย โดยเข้ามารวบรวมการรับประกันภัยต่อจากบริษัทในไทย นำส่งต่อยังประกันภัยต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ลดต้นทุนการบริหาร
“ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ทั้งเชียงใหม่ และหาดใหญ่ รวมถึงการเกิดแผ่นดินไหว ทำให้ไทยถูกบริษัทประกัน มองให้เป็นประเทศในกลุ่มภัยพิบัติ ส่งผลให้มีต้นทุนรับประกันสูงขึ้นมาก การตั้งกองทุนฯ จะช่วยบรรเทาความเสียหายในส่วนนี้ได้ โดยยอดความเสียหายจากน้ำท่วมภาคใต้ล่าสุดมีมูลค่า 16,029 ล้านบาท มีผู้ยื่นเคลมเข้ามาแล้ว 62,147 ราย ในจำนวนนี้เป็นความเสียหายจากรถยนต์ 27,800 คัน คิดเป็นมูลค่า 12,518 ล้านบาท และความเสียหายทรัพย์สิน 34,347 ราย มูลค่า 3,511 ราย”
นายสมพร กล่าวว่า ปี 2569 มีโอกาสขยายตัวเพิ่มไปที่ 301,000-303,900 ล้านบาทนั้น แยกตามประเภทการประกันภัย จะมีประกันภัยรถยนต์ เป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของตลาด ในปี 2568 มีเบี้ยประกันที่ 1.62-1.64 แสนล้านบาท และจะขยับขึ้นเป็น 1.66-1.67 แสนล้านบาท ปี 2569 ส่วนประกันภัยสุขภาพ ปี 2568 มีอัตราเติบโตสูงถึง 20.5-21.5% แม้ในปี 2569 อัตราเติบโตจะชะลอตัวลงมาที่ 9-10% แต่ยอดเบี้ยประกันภัยยังคงเพิ่มขึ้นจาก 1.9 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ประกันภัยการเดินทาง เป็นประเภทที่เติบโตสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 เติบโตสูงถึง 21-22% และในปี 69 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 12-13% โดยเบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นจาก 3,300 กว่าล้านบาท เป็นประมาณ 3,700 ล้านบาท
ด้านประกันภัยทรัพย์สินและความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ในปี 2568 กลุ่มนี้เผชิญกับการหดตัว 2-3% แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยคาดการณ์เบี้ยประกันภัยที่ 37,190-37,560 ล้านบาท เติบโต 0.5-1.5% ขณะที่ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง เป็นกลุ่มที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะสงครามการค้า โดยมีแนวโน้มติดลบทั้งปี 68 และต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะหดตัว 1.5-2.5% ทำให้เบี้ยประกันลดลงมาอยู่ที่ช่วง 6,330-6,400 ล้านบาท
ส่วนประกันภัยประเภทอื่นๆ เช่น ประกันอัคคีภัย เติบโตสม่ำเสมอ โดยปี 2569 คาดจะมีเบี้ยประกันประมาณ 11,000 ล้านบาท เติบโต 4- 5% ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล เติบโตเล็กน้อย 1.5-2.5% ในปี 2569 ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ยังคงเติบโตดีที่ 7.5-8.5% โดยในปี 2569 ตลาดประกันวินาศภัยไทยมีทิศทางสดใสในเกือบทุกหมวดหมู่ โดยมีประกันสุขภาพ และประกันการเดินทางเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยคาดว่าตลอดปี 2568 ธุรกิจจะเติบโตอยู่ในช่วง 2.0–3.0% หรือมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,290–295,150 ล้านบาท ที่ผ่านมาในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม–กันยายน 2568 ) มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 215,103 ล้านบาท เติบโต 2.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยต้องเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ทั้งภัยธรรมชาติ เหตุการณ์อุบัติภัย และความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ผลประกอบการโดยรวมยังคงขยายตัวได้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวของอุตสาหกรรม
|