2 แสนล้านภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพลังงานไทย
ReadyPlanet.com
dot dot
2 แสนล้านภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพลังงานไทย

2 แสนล้านภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพลังงานไทย

 
 

KEY SUMMARY

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในวงเงิน 2 แสนล้านบาท

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานของไทยอย่างฉับพลันและคาดว่าจะส่งผลกระทบยืดเยื้อจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในอนาคตข้างหน้า ซึ่งความไม่แน่นอนที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการให้ปรับสูงขึ้นเป็นวงกว้างในปัจจุบันและอนาคต เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2026 อย่างไรก็ดี วันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเห็นชอบ พ.ร.ก. ดังกล่าว โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเป็น 2 ส่วน โดยวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ใช้พยุงเศรษฐกิจและช่วยค่าครองชีพประชาชน และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ของประเทศ ผ่านแนวทางหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1. การส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2. การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3. การพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่และพลังงานสะอาด โดยภาครัฐกำลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ อาทิ มาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับภาคครัวเรือน, การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและไบโอดีเซล, การยกระดับภาคการเกษตรด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างทักษะแรงงานของประเทศ

การเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดประสิทธิผล ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน

ด้วยโครงสร้างพลังงานของไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในระดับสูง ทำให้ประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ดังนั้น เพื่อให้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โครงการที่ได้รับการสนับสนุนควรสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งภาครัฐอาจพิจารณาโครงการโดยยึดตามหลักเกณฑ์สากลที่ใช้ในกลุ่มประเทศ OECD ตามรายงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) รวมถึงสอดคล้องกับเป้าหมาย Nationally Determined Contribution (NDC) ของไทย โดยพิจารณาจาก (1) ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีและความปลอดภัย (2) ระดับความพร้อมในเชิงพาณิชย์และความคุ้มค่าด้านต้นทุน (3) ระดับต้นทุนการปล่อยคาร์บอน และ (4) ต้นทุนของเทคโนโลยีตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งแนวทางโครงการที่อาจนำไปพิจารณา มี 3 แนวทาง ได้แก่

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น : ภาครัฐสามารถออกมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณ “เริ่มจากการปลดล็อกกฎระเบียบและออกมาตรการเพื่อเร่งให้นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีความพร้อมเชิงพาณิชย์สูงมาใช้งาน ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในประเทศ” ไม่ว่าจะเป็น การปลดล็อกระเบียบที่เอื้อต่อการเร่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เช่น การเปิดให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนสามารถซื้อ-ขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปในอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก (Net metering) และการจัดตั้งระบบแจ้งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบ One stop service ซึ่งภาครัฐได้เริ่มเข้ามาผลักดันให้มีระบบ One stop service และระบบการกำกับดูแลมาตรฐานมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา การปลดล็อกระเบียบขายไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ให้ภาคเอกชนสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง (Direct PPA) จากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่านระบบ Third party access โดยควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นจากที่ภาครัฐได้ศึกษาและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ กฎระเบียบไปจนถึงค่าธรรมเนียมแล้ว ซึ่งหากสามารถปลดล็อกให้เกิดขึ้น จะทำให้เกิดการเร่งการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด จูงใจให้เกิดการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศและยังสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นด้วย และการปลดล็อกการปรับสัดส่วนไบโอดีเซลให้มีความยืดหยุ่นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เพื่อใช้ในกลุ่มยานยนต์ส่วนบุคคลและยานยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและยังเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศ

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะกลาง (2-3 ปี) : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน “ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีความพร้อมของเทคโนโลยีสูง และต้นทุนเทคโนโลยีมีแนวโน้มลดลงในอนาคต” เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคบริการได้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานและเทคโนโลยีให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ อาทิ การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Grid Modernization) รองรับการผลิตไฟฟ้าสะอาดในโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามแผนกำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และการซื้อ-ขายไฟฟ้าสะอาดผ่านระบบ Third party access ซึ่งอาจเริ่มต้นจากพื้นที่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสูงอย่างนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ในโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อจ่ายไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงหรือในช่วงที่กำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนลดลง การพัฒนา EV Ecosystem เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ผ่านมาตรการที่จูงใจให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่ยังมีข้อจำกัด เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงการผลักดันให้จัดตั้งกองทุน EV Transition สำหรับผู้ประกอบการในภาคขนส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน (Auto supply chain) เพื่อยกระดับเทคโนโลยี และพัฒนาสายการผลิตสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะที่รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด รวมถึงสนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อเพิ่มกำลังคนคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะยาว : วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net zero “จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและต่อยอดนวัตกรรมในด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง” อาทิ การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Small Modular Reactor, SMR/Micro Modular Reactor, MMR ซึ่งแม้เทคโนโลยีนี้จะยังมีต้นทุนสูง แต่หลายประเทศต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐฯ จีน และเกาหลีใต้ ดังนั้น ภาครัฐควรตั้งเป้าหมายการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR/MMR ให้ชัดเจนพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา SMR/MMR ร่วมกับเจ้าของเทคโนโลยีในรูปแบบ Technology partner เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจาก SMR/MMR ของประเทศในอนาคต การผลักดันให้เกิด CCS/CCUS as a service Infrastructure ซึ่งเป็นตัวช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนไปสู่ "การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน" (Shared infrastructure) เพื่อให้บริการแก่อุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate industries) เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหล็ก เป็นต้น

ภาคเอกชนควรเตรียมความพร้อมรับโอกาสทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ภายใต้นโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐที่มุ่งเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการนำเข้าพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมาย Net zero ภาคเอกชนควรเร่งเตรียมความพร้อมโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานร่วมสำหรับระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) ที่สามารถวิเคราะห์และควบคุมการใช้พลังงานแบบ Real-time ช่วยคาดการณ์การผลิตไฟฟ้า บริหารระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และจัดสรรการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม ทั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging station) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

แผนขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของไทยวงเงิน 2 แสนล้านบาทชัดเจนมากขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

จากการที่ไทยเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นและกระทบต่อ

ค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ผลจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบ ผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในวงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2026 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะสามารถดำเนินการกู้เงินตามวัตถุประสงค์ โดยจะจัดสรรงบประมาณดังกล่าวเป็น 2 ส่วนหลัก โดย 2 แสนล้านบาทแรกสำหรับบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และส่วนที่สองวงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ของประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีศักยภาพ

ภายใต้งบประมาณ 2 แสนล้านบาท รัฐบาลได้ประกาศแนวทางที่เน้นสนับสนุนและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดผ่านโครงการของภาครัฐใน 3 ด้าน ได้แก่

1. การส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

2. การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

3. การพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่และพลังงานสะอาด

ซึ่งคาดว่า แผนงาน/โครงการภายใต้ 3 แนวทางข้างต้นจะเริ่มทยอยออกมาเพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้พิจารณาตลอดครึ่งหลังของปี 2026 โดยแผนงาน/โครงการที่เสนอจะต้องรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดของทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน

การเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งเป็นจุดเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทย

โครงสร้างพลังงานของไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูงทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ในส่วนของน้ำมันดิบ ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณสูงถึงกว่า 92% โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักถึง 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดในปี 2025 (รูปที่1) เมื่อเกิดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงทำให้อุปทานน้ำมันโลกหยุดชะงัก ผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น และกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศให้ปรับสูงขึ้นตาม จนรัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาพลังงานไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ แม้อิหร่าน-สหรัฐฯ จะมีความพยายามบรรลุข้อตกลงยุติสงครามซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง แต่การเจรจาข้อตกลงยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง สถานการณ์ความขัดแย้งยังกลับมาปะทุขึ้นอีกเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มผันผวนและยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้อีกในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้าจากต่างประเทศถึง 33% ของปริมาณก๊าซฯ ที่ป้อนโรงไฟฟ้า (รูปที่1) โดยในปี 2025 สัดส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้ มาจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 54% รองมาเป็นพลังงานหมุนเวียน 25% และถ่านหิน (Coal & Lignite) และน้ำมัน 21% ด้วยเหตุนี้ เมื่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลกสูงขึ้นจากวิกฤตในตะวันออกกลางจึงกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและส่งผลกระทบต่อมายังค่าไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยวิกฤตที่เกิดขึ้นส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่จากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

นำเงิน Claw back ของการไฟฟ้าฯมาอุดหนุนต้นทุนเชื้อเพลิง ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับช่วง พ.ค.-ส.ค. หรือราว 2% จาก 3.88 บาทต่อหน่วยในช่วง ม.ค.-เม.ย. และในช่วงปลายปีสำหรับค่าไฟฟ้าเดือน ก.ย.-ธ.ค. คาดว่า กกพ. จะตรึงค่าไฟฟ้าเท่ากับงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยจากการเรียกเค้นเงิน Claw back ของการไฟฟ้าฯมาอุดหนุนให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ กกพ. ประเมินว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงถึง 4.73 บาทต่อหน่วยเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชนจากราคา LNG นำเข้าที่จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนสงครามตะวันออกกลางเนื่องจากแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกใน Ras Laffan ของกาตาร์ได้รับความเสียหายในช่วงสงครามส่งผลให้อุปทานก๊าซธรรมชาติของโลกหายไปราว 3% อีกทั้ง การกลับมาปะทุของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก และเป็นปัจจัยกดดันราคาพลังงานต่อเนื่อง

ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน เพื่อให้วงเงิน 2 แสนล้านบาท สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้น้ำมันและไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

เป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมซึ่งต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานซึ่งสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

โดยพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนที่สามารถจัดหาได้ในประเทศซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตสูงและมีต้นทุนต่ำ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และพลังงานชีวภาพจากวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างปาล์ม อ้อยและมันสำปะหลัง เป็นต้น

ภายใต้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาทของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ภาครัฐกำลังจัดทำรายละเอียดโครงการ

เพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ซึ่งเบื้องต้น โครงการส่วนใหญ่ที่เตรียมนำเสนอจะมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและระบบโซลาร์เซลล์ อาทิ การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดของประชาชนผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปซึ่งเป็นมาตรการเสริมจากมาตรการลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและไบโอดีเซลไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าของภาคประชาชน รถกระบะหรือรถบรรทุกขนส่งสินค้า รถขนส่งสาธารณะทั้งรถรับจ้างและรถโดยสารประจำทาง การยกระดับภาคการเกษตร เช่น การพัฒนาระบบชลประทานด้วยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างทักษะแรงงาน

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การใช้วงเงินดังกล่าวเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสามารถสร้างผลลัพธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว SCB EIC มองว่า ภาครัฐสามารถใช้เกณฑ์การพิจารณาโครงการสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ตามหลักเกณฑ์สากลที่ใช้ในกลุ่มประเทศ OECD ตามรายงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) และสอดคล้องกับร่าง Nationally Determined Contribution, NDC ของไทยที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนำมาใช้ในการเลือกเทคโนโลยี โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ (1) ระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level : TRL) ที่สื่อถึงความพร้อมของเทคโนโลยีและความปลอดภัย (2) ระดับความพร้อมในเชิงพาณิชย์ (Commercial Readiness Level : CRL) ที่สื่อถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีต้นทุนที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (3) ระดับต้นทุนการลดการปล่อยคาร์บอน (Abatement cost) เพื่อชี้ให้เห็นถึงระดับต้นทุนของเทคโนโลยีในการลดการปล่อยคาร์บอน (4) ระดับต้นทุนของเทคโนโลยีตลอดอายุการใช้งาน (Levelized Cost of Energy, LCOE) (อ่านต่อใน Box : กราฟแสดงระดับความพร้อมของเทคโนโลยี ความพร้อมเชิงพาณิชย์ ต้นทุนการลดคาร์บอน และต้นทุนเทคโนโลยีในหน่วยค่าไฟฟ้าต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (หน่วย) ปี 2025 และคาดการณ์ปี 2030 หน้าที่ 11) โดยแนวทางของโครงการที่สามารถนำไปพิจารณาสามารถจำแนกกรอบเวลาของการสร้างผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานเป็น 3 แนวทาง ดังนี้

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น : ภาครัฐอาจพิจารณาเริ่มจากการปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อเร่งให้นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีความพร้อมเชิงพาณิชย์สูงมาใช้งาน ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมสูงและมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.6 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้หากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้น 10 KW จะช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวได้ราว 2 ตันต่อปี รวมถึงไบโอดีเซลซึ่งมีวัตถุดิบรองรับภายในประเทศและยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบในช่วงที่ราคาพุ่งสูงขึ้น ซึ่งการปลดล็อกกฎระเบียบถือเป็นมาตรการที่ใช้งบประมาณไม่มาก แต่สามารถช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะสั้น อย่างเช่น

• การปลดล็อกระเบียบที่เอื้อต่อการเร่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนสามารถซื้อ-ขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปในอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก (Net metering) การจัดตั้งระบบแจ้งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบ One stop service และการกำกับดูแลมาตรฐานการติดตั้งรวมถึงมาตรฐานอุปกรณ์และผู้ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพเสริมจากที่ภาครัฐได้เริ่มเข้ามาผลักดันให้มีระบบ One stop service และระบบการกำกับดูแลมาตรฐานมากขึ้น ไปจนถึงแผนการอุดหนุนต้นทุนการติดตั้งจำนวน 50,000 บาทต่อมิเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หากภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนอย่างจริงจังจะสามารถประสบความสำเร็จในการผลักดันโซลาร์รูฟท็อป ดังตัวอย่างของบางประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อย่างเช่นอินเดียที่มีระบบ One stop service สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไปจนถึงการอนุญาตให้บางเมืองในอินเดียสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่าน Net metering ในปี 2015 ส่งผลให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอินเดียขยายตัวสูงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2015-2025

• การปลดล็อกระเบียบขายไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ให้ภาคเอกชนสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง (Direct PPA) โดยเร่งรัดให้เกิดขึ้นจากที่ภาครัฐได้ศึกษาและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ข้อบังคับ กฎระเบียบไปจนถึงค่าธรรมเนียมแล้ว ซึ่งหากสามารถปลดล็อกให้เกิดขึ้น จะทำให้เกิดการเร่งการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้จากการที่ภาคเอกชนสามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านระบบ Third party access, TPA จากเดิมที่เป็นระบบซื้อ-ขายไฟฟ้ารายเดียว (Enhance single buyer) ซึ่งจะจูงใจให้เกิดการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศ อีกทั้ง ยังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น ดังตัวอย่างการปลดล็อกขายไฟฟ้า Direct PPA ในเวียดนาม ที่มีเงื่อนไขให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปสามารถขายไฟฟ้าให้กับผู้ซื้อไฟฟ้าในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูงไม่ต่ำกว่า 2 แสนกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดย วันที่ 1 มิ.ย. 2026 ได้มีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจำนวน 70 GWh ต่อปีในรูปแบบ Direct PPA ระหว่าง Samsung (ผู้ซื้อไฟฟ้า) และ TTC Group (ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์)

• การปลดล็อกเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันอยู่ในระดับสูง จากในช่วงสงครามตะวันออกกลาง ไทยต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 35-40 บาทต่อลิตร สูงกว่าต้นทุนไบโอดีเซลที่ราว 32-35 บาทต่อลิตร ดังนั้น การปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลให้มากขึ้นจาก 7% (B7) หรือราว 4-5 ล้านลิตรต่อวันเป็น 10% (B10) หรือราว 6-7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อใช้ในกลุ่มยานยนต์ส่วนบุคคลและยานยนต์เชิงพาณิชย์ จะช่วยลดผลกระทบของต้นทุนน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้การผสมไบโอดีเซล 10% หรือ B10 เป็นสัดส่วนที่ไม่กระทบต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์และสอดคล้องกับแผนการผลิตไบโอดีเซลในประเทศ (ราว 12 ล้านลิตรต่อวัน) โดยภาครัฐอาจพิจารณากำหนดแผนฉุกเฉินสำหรับปรับเปลี่ยนสัดส่วนไบโอดีเซลได้ทันทีกรณีที่ต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ นอกจากจะต้องคำนึงถึงกำลังการผลิตที่มีเพียงพอและเหมาะสมในการผสมสำหรับเครื่องยนต์แล้ว ยังต้องคำนึงถึงปริมาณวัตถุดิบทางการเกษตรให้เพียงพอและเหมาะสมในการป้อนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตด้วย

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) : ภาครัฐควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเทคโนโลยีที่มีความพร้อมของเทคโนโลยีสูง และต้นทุนเทคโนโลยีมีแนวโน้มลดลงในอนาคต เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคบริการได้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานและเทคโนโลยีให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในระยะยาว อาทิ

• การพัฒนา Grid Modernization รองรับการผลิตไฟฟ้าสะอาดในโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามแผนกำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และการซื้อ-ขายไฟฟ้าสะอาดผ่าน Third party access, TPA จากแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล และภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่การผลิตและการให้บริการตามสมมุติฐานการใช้ไฟฟ้าใน PDP ส่งผลให้โครงข่ายไฟฟ้าต้องพร้อมรองรับไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็นระบบ Smart grid ที่มีเทคโนโลยีการบริหารจัดการฝั่งความต้องการ (Demand response) จึงมีความจำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า โดยการพัฒนาโครงข่าย Smart grid อาจเริ่มต้นจากพื้นที่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสูงอย่างนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก ทั้งนี้ในปี 2025 ต้นทุนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid modernization) อยู่ที่ราว 2.6 บาทต่อหน่วยและยังมีแนวโน้มลดลงจากที่หลายประเทศทั่วโลกหันมาเร่งพัฒนาและลงทุนใน Smart grid เพื่อรองรับไฟฟ้าสะอาดตามเป้าหมาย Net zero 2050

• การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ในโครงข่ายไฟฟ้า ปรับให้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ยังไม่เสถียรและผันผวนตามสภาพอากาศให้กลายเป็น Firm clean energy โดย ESS จะเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ และจ่ายกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงหรือในช่วงที่กำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนลดลงเพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าสะอาดในโครงข่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากติดตั้ง ESS ควบคู่กับแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง จะช่วยเพิ่มอัตราการใช้พลังงานสะอาด ลดสัดส่วนการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ โดยต้นทุนของ ESS ในปี 2025 อยู่ที่ราว 2.6 บาทต่อหน่วยใกล้เคียงกับการพัฒนาโครงข่าย Smart grid และมีแนวโน้มลดลงในอนาคตจากผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่พัฒนาแบตเตอรี่ให้มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง

• การพัฒนา EV Ecosystem เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (Passenger car) และยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (E-Bus E-Truck) นอกจากมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนมาใช้ EV แล้ว การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าก็ควรดำเนินควบคู่กันอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นผ่านมาตรการที่จูงใจให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่ยังมีข้อจำกัด เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ซึ่งปัจจุบันยังมีต้นทุนค่อนข้างสูงที่ราว 4 บาทต่อหน่วยรวมถึงการผลักดันให้จัดตั้งกองทุน EV transition สำหรับผู้ประกอบการในภาคขนส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน (Auto supply chain) เพื่อยกระดับเทคโนโลยี และพัฒนาสายการผลิตสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

• การพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัลและพลังงานสะอาด ผ่านการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องในโครงการ Upskill & Reskill ภายใต้เครือข่ายด้านการศึกษาของภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะที่รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด รวมถึงสนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และแรงงานในภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มกำลังคนคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะยาว : ภาครัฐสามารถพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและต่อยอดนวัตกรรมในด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องที่จะสร้างผลลัพธ์ระยะยาวและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net zero ซึ่งแม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมีความพร้อมเชิงพาณิชย์ในระดับต่ำและต้นทุนค่อนข้างสูง แต่มีศักยภาพที่จะเป็น Game changer ช่วยเร่งให้ประเทศเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ อาทิ

• การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Small Modular Reactor, SMR/Micro Modular Reactor, MMR เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่ไม่ปล่อยคาร์บอน แม้เทคโนโลยี SMR/MMR จะยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 13 บาทต่อหน่วย แต่การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศชั้นนำ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน แคนาดา และเกาหลีใต้ จะทำให้ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงและคาดว่าจะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น

จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาครัฐควรตั้งเป้าหมายการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR/MMR ให้ชัดเจนพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา SMR/MMR ร่วมกับเจ้าของเทคโนโลยีต่างชาติ

ในรูปแบบ Technology partner เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจาก SMR/MMR ของประเทศในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับร่างแผน PDP และ NDC ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะกำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจาก SMR/MMR ในช่วงปี 2045 เป็นต้นไป เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสู่ Net zero 2050 ตัวอย่างเช่น บริษัทบ้านปู

ที่ได้ร่วมทุนเป็น Technology partner กับ ARC Clean Technology ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR ในแคนาดา ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทได้รับองค์ความรู้ ประสบการณ์ และการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพเพื่อลงทุนโครงการ SMR ในประเทศ

• การผลักดันให้เกิด CCS/CCUS as a service Infrastructure ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานหลัก โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจาก "การลงทุนแบบแยกส่วน" (Isolated investment) ไปสู่ "การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน" (Shared infrastructure) ผ่านผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและมีโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ระบบท่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการแก่อุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate industries) เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหล็ก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการจัดการคาร์บอนต่อตันได้ด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการยังสามารถต่อยอดการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เดิม (Asset purpose redefinition) อย่างระบบท่อและหลุมผลิตน้ำมันและก๊าซฯให้เป็น CCS/CCUS infrastructure สร้างรายได้จากการให้บริการกักเก็บคาร์บอน

ภาคเอกชนควรเตรียมความพร้อมรับโอกาสทางธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

จากแนวทางของภาครัฐที่มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่านโครงการที่ให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเน้นการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนภายในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป้าหมาย Net zero ในอนาคต ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และสามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการใช้พลังงานสะอาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System : EMS) ซึ่งสามารถทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และควบคุมข้อมูลพลังงานแบบ Real-time พร้อมใช้ AI ในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้า การบริหารระบบกักเก็บพลังงาน และการจัดสรรการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลา ดังตัวอย่างของการนำ EMS และ AI มาประยุกต์ใช้ ดังนี้

• สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป โดย EMS จะช่วยควบคุมและจัดสรรการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ภายในครัวเรือนและสถานประกอบการก่อนการรับไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดด้วยการใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน คำนวณมูลค่าการประหยัดค่าไฟฟ้า และประเมินปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนและ ESG ขององค์กร

• พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า โดยนำเทคโนโลยี AI และ EMS มาทำงานร่วมกับระบบ Smart grid และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) สำหรับโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนตามสภาพอากาศ โดย AI สามารถช่วยคาดการณ์กำลังการผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าล่วงหน้า รวมถึงควบคุมการชาร์จและการจ่ายไฟจากระบบ ESS ให้เหมาะสม ส่งผลให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระบบได้มากขึ้น พร้อมรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าในระยะยาว

• พัฒนาสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า โดย EMS จะทำหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าของสถานีชาร์จแบบ Real-time เพื่อป้องกันปัญหาโหลดไฟฟ้าเกิน เพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จ และลดต้นทุนพลังงาน นอกจากนี้ EMS ยังสามารถเชื่อมโยงการทำงานกับโซลาร์รูฟท็อปและระบบ ESS เพื่อให้สถานีชาร์จสามารถใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้นและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่ายไฟฟ้า

โดยสรุป การเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้วงเงิน 200,000 ล้านบาทไม่ได้เป็นเพียงมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานในระยะสั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยการคัดเลือกและผลักดันโครงการอาจต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และศักยภาพของไทยในการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสสำคัญของภาคเอกชนที่สามารถตอบสนองต่อนโยบายภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัล และ AI มาใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการพลังงาน (EMS) โดยการร่วมมือของภาคเอกชน ประชาชนและโดยเฉพาะภาครัฐที่ผลักดันโครงการที่เหมาะสม จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิผล ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและทำให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน

 

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Green-Transition-180826

ผู้เขียนบทวิเคราะห์

จิรวุฒิ อิ่มรัตน์ (jirawut.imrat@scb.co.th)

นักวิเคราะห์อาวุโส

ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล (nattanan.apinunwattanakul@scb.co.th)

นักวิเคราะห์อาวุโส

INDUSTRY ANALYSIS

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ปราณิดา ศยามานนท์

ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis

ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม

นักวิเคราะห์อาวุโส

ปุญญภพ ตันติปิฎก

นักวิเคราะห์อาวุโส

กีรติญา ครองแก้ว

นักวิเคราะห์อาวุโส

จิรวุฒิ อิ่มรัตน์

นักวิเคราะห์อาวุโส

 
 
 
 

 




ขนส่ง/พลังงาน/สิ่งแวดล้อม

ไตรมาสสุดท้ายปี 2569 เที่ยวบินเข้าไทยโต 5.8% (YoY) แต่ยังช้ากว่าหลายจุดหมายปลายทาง (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย Infographic) article
กฟผ. คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 article
ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ จัดงาน เจาะลึกแนวโน้มความเสี่ยงด้านน้ำของไทย พร้อมเยี่ยมชม Water Lab งานวิจัย/นวัตกรรมด้านการจัดการน้ำ article
ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย พร้อมส่งความห่วงใยและอยู่เคียงข้าง มอบเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย article
ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าช่วยชาวบางน้ำเปรี้ยวมอบถุงกำลังใจผ่าน ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ร่วมฝ่าวิกฤตน้ำท่วม พร้อมดูแลสัญญาณสื่อสารต่อเนื่อง article
SJWD ขยายการลงทุน Wine Storage รับศักยภาพประเทศไทยขึ้นแท่นตลาดไวน์ใหญ่สุดในอาเซียน รุกเปิดบริการเฟส 2 เพิ่มพื้นที่จัดเก็บเป็น 70,000 ขวด
KEX เผย Insight คนเมืองดันยอดส่งพัสดุพุ่ง ชูกลยุทธ์ “Urban Lifestyle Touchpoint” เจาะย่าน CBD รุกเปิดสาขา One City Centre ครบครันด้วยตัวเลือกบริการตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทั้งคนไทยและต่างชาติ
Cloud Consultant รุกธุรกิจพลังงานอัจฉริยะ จับมือ Terawatt Energy ผสานเทคโนโลยี Sigenergy ขยายตลาดโซลาร์ไทย
ยูนิโคล่ ส่งมอบเสื้อผ้าจาก RE.UNIQLO และไอเทมจำเป็น ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพฯ ผ่านความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร
Cloud Consultant รุกธุรกิจพลังงานอัจฉริยะ จับมือ Terawatt Energy ผสานเทคโนโลยี Sigenergy ขยายตลาดโซลาร์ไทย ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและการตลาด เชื่อมการออกแบบระบบ เทคโนโลยี และบริการหลังการขาย ตอบโจทย์ครัวเรือนและภาคธุรกิจ
GC คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2569 ตอกย้ำ “องค์กรนวัตกรรมทำจริง” ด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์น้ำหนักเบา ลดใช้พลาสติก 15% ลดคาร์บอนกว่า 16%
ALPHAX มอง Q3-Q4/69 สัญญาณบวก รับ High Season จากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ
รฟม. จัดแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “10 YEARS MRT PURPLE LINE เติมเต็มความสุข ทุกจุดเชื่อมต่อ” ขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาด 3 ปีต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทุกกลุ่ม article
PT ปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่! เปิดสถานีบริการ ลำลูกกา 10 (คลอง 6) อัดโปรโมชั่นสุดคุ้มเอาใจนักเดินทาง ระหว่างวันที่ 10–16 ต.ค.นี้
GULF ส่งมอบอุปกรณ์ทำความสะอาดและยาสามัญประจำบ้าน มูลค่า 1 ล้านบาท สานต่อภารกิจ ‘GULF Care’ ช่วยประชาชนฟื้นฟูบ้านเรือนหลังน้ำท่วมในพื้นที่ กทม.
“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ รับวิกฤตยืดเยื้อ หนุนเชื้อเพลิงชีวภาพลดพึ่งพาการนำเข้า
ราคาน้ำมันโลกสูง หนุนเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.82 พาณิชย์เร่งบริหารสินค้า รับมือน้ำท่วม ดูแลค่าครองชีพประชาชน
ทรู คอร์ปอเรชั่น ลุยรับมือน้ำท่วมปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ระยอง เร่งดูแลสัญญาณสื่อสาร พร้อมมอบ “ถุงกำลังใจ” ช่วยคนในพื้นที่
MPJ ส่งซิกปริมาณตู้หมุนเวียน Q3/69 พุ่ง 30% รับดีมานด์ แหลมฉบัง–ลาดกระบัง คึก เร่งขยายลานตู้อีก 28 ไร่ ดันรายได้ปีนี้แตะ 1,264 ล้านบาท
ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ Data Insight ถอดรหัสพฤติกรรมคนไทยช่วงวิกฤตน้ำท่วม เผย Voice พุ่งสูงสุดกว่า 600% สะท้อนบทบาท “การสื่อสาร” ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
บ้านปูพัฒนา AI ยกระดับการซื้อขายพลังงานในญี่ปุ่น เสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยง
ทีทีบี ชวนร่วมงาน fai-fah Art Fest 2026 : Art for Earth สัมผัสพลังสร้างสรรค์จากเด็กไฟ-ฟ้า และกิจกรรมรักษ์โลก ตั้งแต่วันที่ 6-8 ตุลาคม 2569 นี้ ห้ามพลาด!
PT จัดเต็มฉลองเปิดสถานีบริการใหม่ "สาขาทับมา 3" ยกทัพโปรโมชั่นสุดคุ้มเอาใจคนเดินทาง 10-16 ต.ค.นี้!
กฟผ. ผนึกมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา และพันธมิตร ส่งคาราวานซ่อมระบบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม ให้ประชาชนกลับมาใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย
“พาณิชย์” ร่วมประชุม บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์อุทกภัย เตรียมพร้อมรับมือฝนหนัก 4–10 ต.ค.
มูลนิธิกสิกรไทย จับมือคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สังกัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และจังหวัดน่าน ร่วมพัฒนาพืชยาน่าน สู่ระบบวัตถุดิบยามาตรฐานสร้างรายได้ชุมชนควบคู่การฟื้นคืนป่าต้นน้ำ
EA ดันนวัตกรรมไทยจากงานวิจัยสู่การใช้จริง ต่อยอดวัสดุชีวภาพสู่การขนส่งเกล็ดเลือด–พิทักษ์หลักฐานสิ่งแวดล้อม ผนึก บพข. เปิดทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างโอกาสเชิงพาณิชย์
PT จัดเต็มฉลองเปิดสถานีบริการใหม่ "สาขาทับมา 3" ยกทัพโปรโมชั่นสุดคุ้มเอาใจคนเดินทาง 10-16 ต.ค.นี้!
อีสท์ วอเตอร์ ร่วมกับเทศบาลนครระยอง ส่งมอบน้ำดื่มสะอาดและปลอดภัยสู่มือประชาชน ให้บริการน้ำสะอาดจากรถน้ำดื่ม ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย
บสย. ลงพื้นที่มอบถุงฟื้นฟู ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมสำรวจผลกระทบ เร่งเยียวยา ลูกค้า-ลูกหนี้ ฝ่าวิกฤต
หัวเว่ย ไม่ทอดทิ้งพนักงานช่วงน้ำท่วม พร้อมส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชน
Easy Money Group เคียงข้างชุมชน เดินหน้าธุรกิจควบคู่การดูแลสังคม ร่วมดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเวลาที่สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของหลายชุมชน
GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน คาดสรุปสาระสำคัญภายในเดือนตุลาคม 2569
ATLAS ส่งต่อพลังความห่วงใย มอบก๊าซหุงต้มพีทีกว่า 1,380 กิโลกรัม สนับสนุนโรงครัวและศูนย์พักพิง ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ
GULF สานต่อภารกิจ ‘GULF Care ส่งต่อความห่วงใยให้คนไทย’ ส่งมอบอาหารปรุงสุก 16,000 กล่อง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
GPSC ขยายความร่วมมือเพิ่มศักยภาพ ผนึกพันธมิตรใหม่ KHNP รับ PDP 2026 เจาะลึกเทคโนโลยี สร้างความยืดหยุ่นพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR
ส.อ.ท. จับตา “แม่กลอง–เจ้าพระยา–ภาคตะวันออก” ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก ทบทวน BCP พร้อมรับน้ำทะเลหนุน
ตลาดพลังงานปี 2570 ตึงตัวน้อยลง แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง ขณะที่ปิโตรเคมีเผชิญปัญหา Oversupply ต่อเนื่อง
“KJL” เดินหน้าขับเคลื่อนพลังงานสะอาด จัดเวที “รวมพลคนไฟฟ้า โซลาร์รูฟ” ยกระดับมาตรฐานสู่ภาคอุตสาหกรรม จ.ชลบุรี
กรมศุลกากร ตรวจยึด “ขยะแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนกับเศษและของที่ใช้ไม่ได้” น้ำหนักของกลางกว่า 48 ตัน ลักลอบเคลื่อนย้ายข้ามแดน
ปตท. มุ่งสร้างศักยภาพชุมชนเครือข่ายผ่านหลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน รุ่นที่ 12
GUNKUL เซ็นสัญญา EGAT PPA เพิ่ม 261.8 MW เติมพอร์ตพลังงานสีเขียว พร้อมเสริม Synergy โรงไฟฟ้าร่วมกับ GULF รองรับการเติบโตระยะยาว
“โกลเบล็ก” มอง SET สัปดาห์นี้แกว่งผันผวน รับแรงกดดันตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่ง-บอนด์ยีลด์สูง
ส.อ.ท. จับตาสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่ ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก–ทบทวน BCP
EGCO Group รุกขยายพอร์ตพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ ปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ “Pinnacle IV” ในสหรัฐฯ ขนาด 339 MW รับรู้รายได้ทันที มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก คว้าโอกาส Gold Standard รองรับการเติบโตจาก Data Center และ AI
อีสท์ วอเตอร์ (EASTW) คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเคารพหลักสิทธิมนุษยชน
การบินไทยเดินหน้าสู่ Top 20 สายการบินที่ดีที่สุดของโลก จาก World Airline Awards 2026
ประธาน ส.อ.ท. แนะโรงงานเร่งเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน รับมือราคาน้ำมันผันผวน
กลุ่ม ปตท. ผนึก กรุงไทย ต่อยอดโครงการ Carbon Credit Linked Derivatives ยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตไทยสู่มาตรฐานโลก
กฟผ. เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานี พร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน
ก.พลังงาน – พพ. – กฟผ. เดินหน้าโครงการเบอร์ 5 “Small Savings to Big Power” ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน “เล็กแต่ยิ่งใหญ่”
ครม. อนุมัติแผนรองรับวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม ปี 2569 ปรับเกณฑ์ใหม่รับมือตลาดโลกผันผวน ลดพึ่งพานำเข้า
DMS เชื่อมโลกเทคโนโลยี สู่ความร่วมมือระดับสากล ณ ประเทศนอร์เวย์ เสริมศักยภาพโซลูชันซ่อมบำรุงและยืดอายุโครงสร้างใต้ทะเล รองรับความท้าทายอุตสาหกรรมพลังงานยุคใหม่
GPSC ชู Helios รุกพลังงานสะอาด ส่ง Getz AKK UJV เซ็น EPC โซลาร์ฟาร์ม 148 MW
สเลย์ทริกซ์ จับมือ บุญทรีซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดสถานีชาร์จเร็ว 120 kW เติมความสะดวกคนสมุทรสาคร พร้อมโปร 6.9 บาท/kWh นาน 3 เดือน
ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง รองรับการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต
T-VER ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ: Carbon Markets Club และ Macao International Carbon Emission Exchange สร้างธุรกรรมคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดน ได้รับคัดเลือกเป็น Best Practice จีน–อาเซียน
DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub” สองบริษัทยัหษ์ใหญ่ NT จับมือ MEAei หนุนปักหมุด ทั่วประเทศ
เชลล์คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จาก DOEB Fuel Management Award พร้อมสถานีบริการ 420 แห่งทั่วประเทศได้รับการรับรองระดับ “ดีมาก”
GGC เดินหน้าปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ ยกระดับความมั่นคงทางการเงิน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
กำลังผลิต Solar แซงถ่านหินในจีนครั้งแรก: นัยต่อโครงสร้างพลังงานและผู้ประกอบการไทย (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย Infographic)
ทศวรรษแห่งความสำเร็จ! บางกอกแอร์เวย์สคว้า 2 รางวัลเกียรติยศ “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก” และ “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในเอเชีย” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
ส.อ.ท. เตือนภาคอุตสาหกรรมรับมือ “สองความเสี่ยงน้ำ” เฝ้าระวังน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่–เร่งวางแผนน้ำต้นทุนรับฤดูแล้ง
ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น จาก EIA Monitoring Awards 2026
มติ กพช. ลดภาระค่า Ft ให้ประชาชน ไฟเขียว “โซลาร์ภาคประชาชน” ขยายเป้าหมายรับซื้อ 10,000 เมกะวัตต์ อัตรา 2.20 บาท/หน่วย ยาวขึ้นเป็น 20 ปี
EGCO Group เน้นพลังกลยุทธ์ Asset Recycling ต่อเนื่อง ลุยขยายฐานสหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT “Astoria Energy II” ขนาด 615 MW ใจกลางนครนิวยอร์ก โชว์วินัยการจัดสรรเงินทุน หมุนเวียนเงินสดเข้าสินทรัพย์คุณภาพสูง รับรู้กระแสเงินสดทันที รับอานิสงส์ D
ส.อ.ท. เสนอรัฐยกระดับ “เอทานอล” สู่เชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ เชื่อมพลังงาน–เกษตร–อุตสาหกรรม สร้างความมั่นคง ลดนำเข้าน้ำมัน เพิ่มขีดแข่งขันไทย
สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว จับตาราคาพลังงานโลกผันผวน คาดทั้งปีความต้องการพลังงานเพิ่ม 1.4%
GPSC คว้า 6 โครงการผลิตไฟสะอาด 105 MW ตามสัดส่วนการถือหุ้น ขยายพอร์ตลงทุน เสริมความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย Net Zero
“พลังงาน” จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ กรอง’ดีมานด์ไฟฟ้าเทียม‘ เคาะ 8.8 กิกะวัตต์ลงแผน PDP 2026 เร่งอัปเกรดโครงข่ายอัจฉริยะ
“โกลเบล็ก” มองหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน เซ่นน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อสหรัฐฯ แนะสแกนหุ้น FTSE Rebalance
SSP ลั่นพร้อมชิง PDP 2026 กำลังผลิต 50,900 MW ชูฐานะการเงินแกร่ง – ศักยภาพการพัฒนาโครงการสูง ดันพอร์ตโรงไฟฟ้าทะยานแตะ 1,000 MW ในปี 75
ซันโทรี่สานต่อโครงการ “เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ขยายผลการฟื้นฟูสู่ “พื้นที่สีเขียวในเมือง” เสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ไลอ้อน ประเทศไทย ตอกย้ำภารกิจลดคาร์บอน ได้รับการรับรองฉลาก CFR 7 ผลิตภัณฑ์ พร้อมฉลาก CFP 26 ผลิตภัณฑ์
การ์ทเนอร์คาดการณ์รายได้เซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกปี 2569 พุ่งแตะ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประธาน ส.อ.ท. ชู 5 ข้อเสนอ PDP2026 เปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้าไทย มั่นคง–ต้นทุนแข่งขันได้–เข้าถึงพลังงานสะอาด
บางจากฯ ร่วมช่วยเกษตรกร สมาชิกบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันทุกชนิด รับฟรีมังคุดสดจากสวน
“เอกนัฏ” ระดมทีมงาน-เครื่องจักร ขุดสำรวจเพิ่มเติม 24 ชม. เร่งขยายผลทุกจุดเสี่ยงให้เร็วที่สุด
EGCO Group บุ๊กรายได้ 2.8 พันล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ Asset Recycling ปิดดีลขายหุ้น 49% โรงไฟฟ้าบ้านโป่ง-คลองหลวง กับ J-POWER
บาฟส์ชี้แจงกรณีน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
บ้านปู เน็กซ์ หนุนผู้ผลิตไทยลดคาร์บอน เสริมแกร่งสู่ตลาดโลก ด้วยบริการที่ปรึกษา Net Zero
ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญ ส่งผลให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง
GULF และ Singtel Group ผนึกความร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทย–สิงคโปร์ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค
UNIX เปิดเกมครึ่งหลังปี 69 รับการเติบโตต่อเนื่อง เครื่องจักรใหม่เสริมทัพ - รับดีมานด์แกร่ง ชูนวัตกรรมฟิล์ม MDO PFAS Free สอดรับเมกะเทรนด์โลก
GULF ปักหมุดงาน “Gastech 2026” ชู Ecosystem ทั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจดิจิทัล
บางจากฯ คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร
ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย สานต่อโครงการ “ระยองรักษ์น้ำ” ปีที่ 3 ขยายการดูแลคุณภาพน้ำสู่ชุมชนตั้งแต่ต้นทาง
“พลังงาน” ย้ำพร้อมรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน เดินหน้าบริหารทั้งด้านราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงานไทย
CKPower เดินหน้าครึ่งปีหลัง COD โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่ม 5 MW รับปัจจัยหนุนน้ำ XPCL – NN2 พร้อม BIC กลับมาเดินเครื่องเต็มความพร้อม
ไทยออยล์ได้รับการรับรอง CAC เป็นครั้งที่ 4
ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รับเกียรติบัตรโครงการส่งเสริมการชดเชยคาร์บอนขององค์กร ตอกย้ำการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
GUNKUL จับมือรัฐบาลฟิลิปปินส์ เซ็น LOI เดินหน้าโครงการ Solar Floating 784.1 เมกะวัตต์ พร้อมจ่ายไฟปลายปีหน้า 2570 หนุนการเติบโตพลังงานสะอาดของประเทศอย่างยั่งยืน
ตรวจบิล “ไฟชั่วคราว” 6.80 บาท ก.ย. ปรับลดเท่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท
134 ปีแห่งความไว้วางใจ เชลล์คว้า 3 รางวัล TIBA 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรม พร้อมเชิดชูผู้นำและผู้ประกอบการต้นแบบเติบโตเคียงข้างประเทศไทย
ปตท.สผ. จัดงาน PTTEP KM Week 2026 แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม ขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ
การประปานครหลวงระดมทุนด้วย Green Loan เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของระบบประปา
การบินไทยจับมือ CHAMP Cargosystems ยกระดับธุรกิจ Cargo สู่ยุคดิจิทัลด้วย Cargospot neo
รมว.พลังงาน รับโจทย์ใหญ่ความต้องการไฟฟ้าไทย เร่งวางแนวทาง – โครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน พร้อมดึงเวที Gastech 2026 ชื่อมเทคโนโลยี เงินลงทุน และความร่วมมือพลังงานโลกสู่ไทย
เอกนัฏ มอบฐิติภัสร์ นำกระทรวงพลังงาน บุกตรวจ Data Center ย่านพระราม 9 พบเก็บดีเซลกว่า 2 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต จ่อแจ้งความ 3 ก.ย.





ช่องยูทูป INTV Thai


Copyright © 2016 inTV co.,Ltd. All Rights Reserved ติดต่อโฆษณา โทร.081-927-2471 และ 02-733-8791-3